image

Business & Industrial

Future of Thai Music Industry: ทิศทางวงการดนตรีไทยจากมุมมองคนดนตรี

Published Date : 12 ก.พ. 2563

Resource : Creative Thailand

4,959

ผลลัพธ์จากงานเวิร์กช้อปเมื่อวันที่ 26 - 27 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเวิร์กช้อปมากหน้าหลายตาจากวงการดนตรีมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างอบอุ่นกว่า 30 คน ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่เหล่าคนดนตรีได้มีโอกาสเข้ามาร่วมพูดคุยถึงปัญหาที่แท้จริงของอุตสาหกรรม พร้อมขบคิดหาทางออกของปัญหาร่วมกันว่าแท้จริงแล้ว “ดนตรีไทยควรเป็นไปในทิศทางไหน” 

จากเวิร์กช้อปในครั้งนั้นได้พัฒนามาเป็นการบรรยายสู่สาธารณชนอีกครั้ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Design Week 2020 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา ลองไปดูไอเดียสนุก ๆ จากตัวแทนทั้ง 5 กลุ่มคนในวงการที่จะทำให้เราได้ทั้งมองย้อนและมองไกลไปถึงอนาคตของอุตสาหกรรมดนตรีไทย 

One Thai-Artist One Product (OTOP)
กลุ่มปากท้อง – คุณตั้ม สถาปัตย์ ธีรนิตยภาพ (Monotone / No Sound in Space)

“เพราะนักดนตรีก็เหมือนอาชีพทั่วไปที่ต้องหาเงินเลี้ยงปากท้อง” ไอเดียของกลุ่มนี้แตกออกไปในทางการเชื่อมโยงคนดนตรีกับผู้ที่สนใจผ่าน “ตัวกลาง” อย่างหน่วยงานภาครัฐเช่น CEA หรือสำนักงานส่งเสริมเศรษบกิจสร้างสรรค์ พร้อมนำเสนอแนวคิดว่า “เราฝังหัวกันว่าดนตรีเป็นของฟรี จึงเป็นผลทำให้คุณค่าของดนตรีหดหายไป เราจึงเสนออยากให้มีสกุลเงินดิจิทัลอย่างคริปโตเคอร์เรนซี ให้คนใช้เหมือนเป็นการแลกแต้มเพื่อจะฟังเพลง เป็นการผลักดันให้ดนตรีเพิ่มคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และศิลปินก็มีเงินเพื่อเลี้ยงปากท้องของตัวเอง”

สมาพันธ์นักดนตรี
กลุ่ม Ex-stream
– คุณนุ่น ปวีร์รัตนา เลิศไชยภัณฑ์ (Strategic Planner, Genie Records) 
จากคนในค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ซึ่งมีทรัพยากรทำงานพร้อมมือ สามารถลงมือสร้างดนตรีขึ้นมาเมื่อใดก็ได้ตามใจต้องการ ทำให้ก่อนหน้าที่จะเข้าร่วมเวิร์กช้อป คุณนุ่น ปวีร์รัตนา ตัวแทนจากค่ายดัง Genie Records ต้องพยายามลบตัวตนของตัวเองลง เพื่อให้พร้อมเปิดรับมุมมองจากบุคคลอื่น ๆ ในแวดวงให้มากขึ้น เช่น คนที่อยากทำดนตรีแต่ไม่มีโอกาสอย่างเธอ  ให้ได้มี “แพลตฟอร์มกลาง” ที่ให้คนดนตรีมาทำงานร่วมกัน โดยเริ่มมองจากสิ่งจำเป็นที่นักดนตรีต้องมี นั่นก็คือการรวมตัวกันเพื่อไปต่อรองกับค่ายใหญ่ ๆ และนั่นทำให้แนวทางของเธอที่พยายามผลักดันให้มี “สมาพันธ์นักดนตรี” ขึ้น

Collaboration Cross Industry Artist Avatar
กลุ่มโคตรรวย - คุณอรธิดา โกมลภิส (Marketer ผู้ก่อตั้ง Artistland)

เมื่อไม่ได้อยู่ในวงการดนตรีโดยตรง ทำให้คุณอรธิดา ในฐานะนักการตลาดสามารถมองได้ไกล และคิดไปนอกกรอบถึงวิธีการที่จะช่วยกระตุ้นวงการดนตรีให้เติบโต นั่นก็คือ การทำอย่างไรก็ได้ให้เงินในวงการสะพัดมากที่สุด เธอจึงคิดถึงกลยุทธ์ทางการตลาดที่เรียกว่า Up-Selling และ Cross-Selling หรือการแสวงหาความร่วมมือกันในวงการ เช่น หาทางนำอุตสาหกรรมดนตรีเข้าไปรวมกันกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการขายงานที่มากขึ้น เช่น การนำวงดนตรีเข้าไปร่วมกับอุตสาหกรรมการรักษาพยาบาล อย่างดนตรีในโรงพยาบาลเพื่อการบำบัดผู้ป่วย

Artist Development Program
กลุ่มติดเชื้อนอกกระแส – คุณบิว รังสรรค์ ปัญญาใจ (โปรดิวเซอร์ / นักร้อง นักแต่งเพลงวง Lemon Soup)

“ยิ่งแนวเพลงมีความหลากหลาย อุตสาหกรรมดนตรีจะแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น” เป็นคำกล่าวของคุณบิว และการที่แนวเพลงยังไม่หลากหลายมากพอ อาจเป็นเพราะกลุ่มดนตรีบางประเภทขาดโปรดักชันที่ดี สิ่งที่คุณบิวคิดจึงเป็นการหาทางออกให้กับการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางให้กลุ่มคนดนตรีได้มีใช้ อย่างเช่น สตูดิโอ ห้องอัดเพลง พร้อมด้วยพนักงานซาวด์เอ็นจิเนียร์เพื่อช่วยผลักดันให้กลุ่มศิลปินเล็ก ๆ มีมาตรฐานมากขึ้น หรือแม้แต่การออกทุนให้ทำเพลงก็ตาม สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ การทำหน้าที่เป็น “ฮับ” สำหรับการรวมกลุ่มศิลปินเล็ก ๆ ให้มาเจอกับรุ่นพี่ที่เป็นศิลปินใหญ่เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานร่วมกัน

Royal Creative Avenue
กลุ่ม Atmosphere
- คุณตุล ไวฑูรเกียรติ (อพาร์ตเมนต์คุณป้า)
“ระบบนิเวศของวงการดนตรี” คือความคิดที่เด่นชัดที่สุดจากกลุ่มแอตโมสเฟียร์ ที่ต้องการทวงคืนพื้นที่ย่านดนตรีกลับคืน ซึ่งปัจจุบันดูเหมือนจะมีเพียงที่เดียวที่เหลืออยู่ นั่นก็คือ RCA (Royal City Avenue) โดยทางกลุ่มต้องการเปลี่ยนจาก Royal City Avenue ให้กลายมาเป็น Royal Creative Avenue ในลักษณะของชุมชนนักดนตรีสร้างสรรค์ โดยสร้างระบบนิเวศทางดนตรีที่สมบูรณ์ขึ้น อย่างเช่นการมีไลฟ์เฮาส์ สถานีวิทยุ โรงภาพยนตร์ หรือแม้แต่การยืดเวลาทำการของสถานบันเทิงให้ยาวนานมากขึ้น ก็อาจช่วยได้มากในมุมของการกระตุ้นเศรษฐกิจ อันเป็นการปลดล็อกเวลาปิดย่านดนตรี โดยที่เจ้าหน้าที่ยังควรตรวจตรากฎระเบียบอื่นๆ อย่างการตรวจอายุกันอย่างเข้มงวดเช่นเดิม เพียงเท่านั้นก็จะทำให้วงการดนตรีของไทยเคลื่อนหน้าไปได้ต่อไป

ทั้งนี้ทาง CEA ก็นำเสนอแผนการทำงานที่วางเอาไว้อย่างถี่ถ้วน เพื่อให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมดนตรี
สิ่งสำคัญแรกที่จะผลักดันคือ CEA จะทำแผนขับเคลื่อนกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ในเรื่อง Music / Performing Art / Visual Art ขึ้นมา เพื่ออย่างน้อยให้เรารู้ได้ว่ามันมีเรื่องอะไรที่ต้องทำบ้าง และอะไรที่ต้องทำก่อนหลัง ที่ต้องขอความช่วยเหลือจากบุคคลในอุตสาหกรรม ชี้ภาพรวมของอุตสาหกรรมดนตรีว่าควรไปทางไหน และภาครัฐควรจะต้องทำอะไรบ้าง และระหว่างที่ทำแผนก็จะเริ่มต้นสิ่งที่ทำได้ก่อนเลย คือ

1. การพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะทักษะทางด้านการจัดการ
ทักษะที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งของศิลปินที่ขาดไม่ได้ นอกเหนือจากทักษะทางดนตรีแล้ว ก็คือทักษะการจัดการ ทั้งในเรื่องการบริหารจัดการศิลปิน หรือแม้แต่การจัดการทางการเงินสำหรับอุตสาหกรรมดนตรี ซึ่งส่วนงานที่ทำงานทางด้านพัฒนาธุรกิจกำลังร่วมทำงานกันอยู่กับมหาวิทยาลัยอย่างเต็มกำลัง อย่างเช่น การดึงคนที่มีความสามารถไปทำงานกับภาคเอกชน และไม่ลืมที่เรื่องการจัดการทรัพสินทางปัญญาของงานสายดนตรี

2. การสร้างพื้นที่ กิจกรรม และสร้างบรรยากาศ
ความพยายามของหน่วยงานที่พาให้กลุ่มคนดนตรีหรือคนในสายงานที่เกี่ยวข้องได้มาเจอกัน จนได้สร้างอะไรใหม่ ๆ ร่วมกัน เกิดขึ้นแล้วในอีเวนต์งาน Bangkok Music City และ CEA ยังคงผลักดันและเชื่อมพื้นที่ต่าง ๆ อย่างสถาบันการศึกษาและหน่วยงานให้เปิดเป็นพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมดนตรีต่อไปในอนาคต  
แนวทางต่อไป
- พัฒนาแพลตฟอร์มทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้นักศึกษานำผลงานมานำเสนอและให้ศิลปินมีช่องทางในการประชาสัมพันธ์
- Certification Program – Movie Score / Advertisement Jingle / Live Performance Production etc.
- พื้นที่ในการส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (เช่นเดียวกันกับ RCA)

3. ปลดล็อกข้อจำกัดและอำนวยความสะดวก
CEA จะทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ในการประสานให้กับส่วนงานต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาหรือลดข้อจำกัด เพื่อให้ทุกคนในวงการดนตรีสามารถสร้างสรรค์ผลงาน แม้แต่สร้างธุรกิจให้เติบโตได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เช่น
- ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ที่มีมุมข้อกฎหมายที่ป้องกันศิลปินด้วยกันละเมิด และให้ความรู้แก่ผู้บริโภคว่าต้องบริโภคอย่างไรให้ถูกกฎหมาย 
- การขอสินเชื่อ เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้สายงานครีเอทีฟเพราะทรัพย์สินส่วนใหญ่มาจากความคิด แต่ไม่มีทรัพย์สินที่จับต้องได้จริง ๆ ทาง CEA ก็จะคุยถึงเรื่องแนวทางการพัฒนา Credit Scoring ว่าจะสร้างความมั่นใจให้กับธนาคารได้อย่างไร 
- การใช้จ่ายในอีเวนต์หรือการแสดงต่าง ๆ มาช่วยลดภาษี ยกตัวอย่าง ชิมช้อปใช้ แต่ถ้าสามารถกระตุ้นให้คนมาบริโภคงานอีเวนต์ของคนไทยได้บ้าง ก็น่าจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเพิ่มเติมได้

สำหรับการจัดตั้งสมาคม สมาพันธ์อุตสาหกรรมดนตรีหรือการรวมกลุ่มที่ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมดนตรี CEA ก็ยินดีและพร้อมจะเป็นตัวกลางในการเจรจาหรือหาหรือกับหน่วยงานที่เกี่ยวของเพื่อให้คนดนตรีทำงานได้อย่างราบรื่นและกระตุ้นอุตสาหกรรมดนตรีให้เดินหน้าไปในเวลาเดียวกัน

 

ทลายทุกข้อจำกัดการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรีผ่านการสนับสนุนของ CEA
ทั้งนี้ทางคุณกวิน เทพปฏิพัธน์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ก็นำเสนอแผนการทำงานที่วางเอาไว้อย่างถี่ถ้วน เพื่อให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมดนตรี ทั้งการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะทักษะทางด้านการจัดการซึ่งเป็นอีกหนึ่งทักษะที่จำเป็นของคนดนตรี การสร้างพื้นที่ กิจกรรม และสร้างบรรยากาศด้วยการพาคนดนตรีหรือคนที่เกี่ยวข้องมาเจอและสร้างอะไรใหม่ ๆ ร่วมกัน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปลดล็อกข้อจำกัดและอำนวยความสะดวกที่ CEA จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานให้กับส่วนงานต่าง ๆ เพื่อให้ทุกคนในวงการดนตรีสามารถสร้างสรรค์ผลงานและสร้างธุรกิจให้เติบโตได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

แนวความคิดเหล่านี้ บางเส้นทางอาจเริ่มต้นลงมือได้ทันที ขณะที่บางกลยุทธ์อาจยังต้องลองผิดลองถูกเพื่อค้นหาวิธีการที่ดีที่สุด แต่ก็นับเป็นโอกาสที่เหล่าคนดนตรีทั้งในและนอกวงการได้ทบทวนและกลั่นกรองไอเดียออกมาเป็นวิธีการนำเสนอที่หลากหลาย ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นจริงไม่ได้เลยหากขาดผู้สนับสนุนอย่างภาครัฐ และเอกชนในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่จะช่วยเข้ามาทำหน้าที่ร่วมสานต่อไอเดียของบรรดาคนเพลงและขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ให้กลายเป็นจริง 

เรื่อง : กองบรรณาธิการ

Future of Thai Music Industry: อนาคตอุตสาหกรรมดนตรีของไทย | EP.1/2

Future of Thai Music Industry: อนาคตอุตสาหกรรมดนตรีของไทย | EP.2/2